ต่อจากตอนที่แล้วยะครับ

ไม่นานหลังจากสาวสวยกลุ่มใหญ่ผ่านไปเมียกับชุนลี่ ก็เดินกลับมาพร้อมผู้ดูแลหอเป็นสาวร่างอวบคนนึงแต่หน้าตาดูใจดีมากถึงแม้ตาเธอจะดูง่วงๆ ค่าห้องสิบเจ็ดหยวน(แปดสิบห้าบาท)ต่อคืนไม่มีแอร์มีเตียง มีพัดลมและอินเตอร์เน็ตให้เล่น ก็โอเคครับถึงแม้ผมอยากจะไปอยู่โฮสเทลในเมืองมากกว่าแต่ต้องยอมแฟนเพราะว่าแฟนนานๆถึงจะได้เจอเพื่อนๆสักครั้ง เห็นบอกว่าได้เจอกันครั้งสุดท้ายก็ห้าหกปีแล้วเราเอาของขึ้นไปไว้บนห้องพักซึ่งเราได้ห้องพักอยู่ชั้นสอง พอเข้าไปดูในห้องสภาพห้องทำเอาคนไทยมากเรื่องแบบผมรับไม่ได้เอาทันทีในห้องไม่มีอะไรเลยห้องแบ่งออกเป็นห้องน้ำ ห้องนั่งเล่นห้องครัวและห้องนอนแม้มันจะดูไม่ค่อยดีนักแต่ก็ถือว่าสมราคาสิบเจ็ดหยวนอากาศภายในห้องร้อนมากเป็นเพราะไม่มีแอร์แถมหน้าต่างก็มีแค่สองบานด้านข้างๆก็ถูกบดบังด้วยตึกขนาดใกล้เคียงกันทำให้ลมผ่านเข้ามาได้น้อยมากผมคิดในใจว่าคนจีนที่นี่ต้องไม่มีทางไปแล้วแน่ๆถึงมาอยู่ที่นี่ ยืนบ่นในใจได้สักพัก “เปรี๊ยะ”เสียงดังลั่นห้องแฟนผมนั้นเองตีแขนผมเธอบอกว่ายืนเหม่อคิดถึงกิ๊กหรอไงทำไมไม่ช่วยกันเก็บของ ผมมองแขนที่เป็นรอยแดงเถือกแล้วก็ไปช่วยคุณรื้อของที่ต้องใช้ออกมาเก็บในห้องครับ

 

ส่วนเมียเพื่อนของเรากับชุนลี่ได้แต่ยืนขำที่ผมโดนตีสิบนาทีผ่านไปไวเหมือนโกหก(ก็มันหนังสือนี่นะ) ผมไปอาบน้ำในห้องน้ำ ห้องน้ำที่นี่มีบริการน้ำอุ่นทั้งวันทั้งคืนแต่กลางวันจะร้อนมากๆถึงร้อนโคตรเพราะระบบทำน้ำอุ่นที่นี่เอาพลังงานแสงอาทิตย์มาทำน้ำอุ่นและเก็บพลังงานไว้ถึงกลางคืนชักโครกที่นี่เป็นแบบนั่งยองสไตล์พี่จีนเค้าแหละครับ แล้วก็ด้านบนมีหน้าต่างบานน้อยไว้สำหรับระบายอากาศแต่ปัญหามันอยู่ที่อีหน้าต่างบานน้อยนี่แหละครับ มันปิดไม่ได้แถมอีช่องหน้าต่างบานน้อยเนี่ยดันไปตรงกับหน้าต่างอพาตเม้นตรงข้ามงี้เวลานั่งอึก็คงเห็นกันหมดแหละครับ ไอตัวผมไม่เท่าไหร่หรอกครับแต่แฟนผมเนี่ยสิ ผมเลยแก้ปัญหาด้วยการหากระดาษมาปิดดีที่เจ้าหน้าต่างบานน้อย มันอยู่สูงหน่อยน้ำเลยกระเซ็นไปไม่ถึง เอากระดาษแปะเรียบร้อยผมเปิดฝักบัวอาบน้ำด้วยความเคยชินผมก็เปิดน้ำแรงสุดโดยที่ลืมดูว่าด้านก๊อกน้ำร้อนมันเปิดอยู่ แน่นอนครับน้ำร้อนโดนผมเต็มๆแต่ที่มันเจ็บยิ่งกว่าคือผมหันหน้าเข้าฝักบัว แสบครับจังหวะนั้นที่สำคัญน้ำระรอกแรกโดนจุดสำคัญพอดีสุดยอดครับคิดว่าคงมีลูกไม่ได้แล้วดีที่มีน้ำเย็นเปิดไว้บ้างเลยมีแค่อาการแสบๆถ้าผมไม่ได้เปิดน้ำเย็นไว้เลยคิดว่าชาตินี้สกุลหลิมของผมคงต้องสิ้นทายาทกันก็คราวนี้พอตั้งสติได้อีกครั้งผมก็เปิดฝั่งน้ำเย็นซะเยอะเลยทำให้อาบน้ำได้ตามปกติถึงเวลาถูสบู่จะยังมีอาการแสบๆอยู่แต่มันก็เมามันไปอีกแบบ พออาบน้ำเสร็จผมก็นุ่งผ้าเช็ดตัวออกมาเพื่อที่จะเข้าห้องไปใส่เสื้อผ้าเพราะตอนแรกผมเองก็ลืมเอาเสื้อผ้าไปเปลี่ยนในห้องน้ำแล้วที่สำคัญตอนผมอาบน้ำอยู่แฟนผมเค้ามาเคาะประตูบอกว่าเค้าจะเดินลงไปซื้อน้ำข้างล่างผมเลยคิดว่าเพื่อนๆจะลงไปกันหมดผมเดินเค้าห้องมาโดนไม่สังเกตุอะไรกระเป๋าก็วางอยู่บนพื้นด้านหน้าผมเลยนั่งยองๆลงเพื่อเปิดกระเป๋า เท่านั้นแหละครับเป็นเรื่องเลยผมได้ยินเสียงผู้หญิงอุทานผมหันไปเห็นเมียนั่งยิ้มหัวเราะเอาหนังสือปิดปากอยู่ผมก็ตกใจหน้าซีดทำอะไรไม่ถูกรับขอโทษเมียแล้วลุกลี้ลุกลนหยิบเสื้อผ้าหยิบได้ก็รีบลุกจังหวะที่ลุกนี่สิครับ

ผ้าเช็ดตัวผืนน้อยๆมันดันหลุดมือผมถือเสื้อผ้าเต็มสองมือแล้วยิ่งตกใจลุกลี้ลุกลนมันทำให้ผมไม่สามารถตระครุบผ้าเช็ดตัวของผมได้ทัน แน่นอนครับความเป็นชายทั้งหมดของผมได้ออกมาอวดสายตาเมียเพื่อนใหม่ของผมแบบหมดจดผมงี้วิ่งออกจากห้องแทบจะไม่ทัน ส่วนเมียหรอครับแทนที่เจ้าหล่อนจะอายหันหน้าหนีนั่งดูหัวเราะหน้าแดงเสียงดังลั่นเลย

ผมวิ่งไปทำใจในห้องน้ำอยู่นานมากจนแฟนผมกับชุนลี่กลับมาก็ได้ยินเสียงสาวๆทั้งสองคุยกับเมียเรื่องที่เกิดขึ้นพอเมียเล่าจบก็ได้ยินทั้งสองสาวหัวเราะ แฟนผมก็เข้าใจว่าผมคงอายเลยไม่กล้าออกจากห้องน้ำเลยมาเคาะประตูเรียกผมยังทำใจไม่ได้เลยอยู่ในนั้นอีกห้านาทีก็เดินออกมาเจอหน้าเมียเธอหน้าแดงแล้วยิ้มใหญ่เลย ผมงี้ไม้กล้าสบตาเลยแฟนผมบอกว่าเดี๋ยวเราจะเข้าเมืองกันเพราะชุนลี่นัดเพื่อนเก่าๆมากินข้าวกันในเมือง คุยกันเสร็จแฟนผมกับเมียและชุนลี่คุยกันถึงสายรถที่จะเข้าเมืองแฟนผมถึงจะเคยเรียนที่เสิ่นเจิ้นแต่เค้าจำทางไม่ได้เลยเพราะตอนเค้าเป็นนักเรียนเวลาไปไหนมักจะมีเพื่อนไปด้วยเสมอเค้าเลยไม่ค่อยรู้เส้นทางและสายรถเมลล์ในเสิ่นเจิ้นเลยเพราะฉะนั้นการเดินทางในวันนี้แฟนผมจึงต้องถามทาง

และสายรถอย่างละเอียดเผื่อว่าชุนลี่เมาแล้วกลับไม่ไหว ตกลงที่นัดหมายกันเรียบร้อยเราสี่คนเดินออกจากอพาตเม้นท์ระหว่างทางเดินออกมาทำให้ผมได้มองข้างทางอย่างละเอียดถี่ถ้วนนอกจากแถวนี้จะเต็มไปด้วยสาวโรงงานแล้วยังเต็มไปด้วยร้านขายชำและร้านขายของอื่นๆเยอะแยะมากร้านของชำบางร้านติดกันเลยแต่ผมก็เห็นมีคนเข้าเยอะด้วยกันทั้งคู่ แต่ที่ผมสะดุดตาคือโรงพยาบาลครับโรงพยาบาลที่แถวๆผมอยู่นี่เป็นแค่ห้องแถวสูงประมาณแปดชั้น ถ้าไม่เห็นป้ายและมีคนให้น้ำเกลือรอต่อคิวเยอะๆผมอาจจะคิดว่าเป็นสำนักงานจัดหางานนะครับ ผมเลยถามแฟนผมแฟนผมบอกว่าที่นี่เป็นโรงพยาบาลของรัฐบาลมันถูกเลยมีคนมาใช้บริการเยอะเป็นเรื่องปกติของที่นี่ที่โรงพยาบาลจะดูไม่ค่อยสะอาดเนื่องจากคนที่นี่มาใช้บิการเยอะ

แล้วตัวโรงพยาบาลแห่งนี้อยู่ใกล้ละแวกชุมชนและศูนย์การค้าคนถึงมาใช้บริการจนล้นออกมานอกตึกแบบนี้ เนื่องจากไม่มีเวลามากนักในการจะเข้าไปเยี่ยมผมเลยรีบเดินผ่านไปยังป้ายรถเมล์ที่อยู่ตรงข้ามของปากซอยที่ผมพักใกล้ป้ายรถเมล์มีร้านขายมือถือขนาดใหญ่ผมบอกแฟนว่าอยากซื้อซิมเพราะว่าตั้งแต่มาถึงที่นี่ยังไม่ได้ติดต่อที่บ้านเลยผมเดินนำเข้าไปในร้าน(หยั่งกะจะคุยกวางตุ้งรู้เรื่อง)พอเข้าในร้านผมก็ตกใจ(แทบแต๋วแตก)เพราะมีผู้ชายพุ่งเข้ามาใส่และพูดเสียงดังเป็นภาษากวางตุ้งใส่ ผมตั้งสติอยู่สักครูเหลือบไปเห็นชุดของเค้าเหมือนกับอีหลายๆคนในร้ายเลยรู้ว่าเค้าเป็นพนักงาน โหพนักงานที่นี่ต้อนรับกับแบบฮาร์ทคอดีจริงๆ อีหน้าตาของคนที่มาต้อนรับผมเนี่ย ถ้ามันใส่ชุดหนังโชว์กล้ามท้องแล้วถือแส้ถ่ายหนังสือเกย์ มันต้องขายดีแน่ๆ ผมหันไปหาแฟนบอกให้เค้าคุยให้ว่าผมอยากซื้อซิมที่มันโทรต่างประเทศถูกๆเนื่องจากผมลองคุยกับเค้าเป็นภาษาจีนกลางแล้วผลปรากฏว่า ข้อตกลงการค้าตรัง-เสิ่นเจิ้นล้มเหลวฟังกันไม่รู้เรื่อง

(ตอนหลังผมมาถามแฟนว่าทำไมผมถึงคุยกับพนักงานไม่รู้เรื่องแฟนผมสรุปสั้นๆมาสองข้อ หนึ่งสำเนียงจีนกลางผมห่วยแตก สองอีตาพนักงานมันฟังออกแต่มันพูดจีนกลางห่วยแตกกว่าผมอันนี้เรื่องจริงครับคนกวางตุ้งหลายๆคนพูดจีนกลางไม่ได้หรือพูดได้ก็ไม่เก่ง หรือพูดได้สำเนียงก็ไม่ชัดเพราะว่าไม่เคยไปมณฑลอื่นที่ไม่ใช้กวางตุ้งเลย)

แฟนผมลองถามเกี่ยวกับโปรโมชั่นของซิมยี่ห้อต่างๆได้พักนึงเมียก็เดินเข้ามาโดยที่ชุนลี่รออยู่ด้านนอกและบอกให้ผมกับแฟนไปเดินดูของในร้านก่อนเด่วเค้าจัดการเองเพราะว่าเดี๋ยวเค้าจะต่อราคาให้แล้วก็ทำหน้าดุๆใส่ผมกับแฟนเราสองคนก็จนใจจนเดินออกมาดูมือถือในตู้กระจกภายในร้านมือถือในร้านก็ไม่ได้แตกต่างกับบ้านเรามากนักหลักๆก็โนเกีย(สมัยตอนนั้นบ้านเราเพิ่งฮิตบีบีใหม่ๆ)แล้วก็ถูกลงมาหน่อยก็เป็นมือถือยี่ห้อจีนแดงก็สองซิมดูทีวีได้ แต่ที่สะดุดตาคือมือถือสองซิมดูทีวีได้แต่มีไฟกระพริบรอบๆเครื่องนี่สิครับผมกำลังจะเอ่ยปากเมียก็เดินมาสะกิดเราสองคนพร้อมกับยื่นซิมบอกว่าสิบห้าหยวนพร้อมตังในซิมสิบหยวนผมกับแฟนมองหน้ากันด้วยอาการงงๆ เพราะตอนแรกที่เราคุยกับพนักงานราคามันอยู่ที่ยี่สิบแปดหยวนตังในมือถือก็สิบหยวนเท่ากันผมคิดในใจ “เอ็งนี่แม่มดชัดๆ” เราเดินออกจากร้านกันยืนรอรถประมาณยี่สิบนาทีรถเมล์ก็มา

รถเมล์แน่นมาก(รถเมล์ที่นี่ก็คือรถเมล์ปอเหลืองบ้านเรา)เพราะว่ารถเมล์สายนี้วิ่งยาวเข้าเขตตัวเมืองเสิ่นเจิ้นเลยเราสี่คนรีบวิ่งขึ้นรถเมล์และก็แทรกตัวผ่านฝูงชนได้ทื่ยืนใกล้ๆกันเมียบอกผมว่ารถเมล์ที่นี่คนขึ้นเยอะแล้วรถจะไม่รอคนถ้าเห็นพอรับไหวก็จะรับออกเลยผมต้องรีบๆขึ้นผมเลยบอกเธอไปว่าไม่ต้องห่วงเองฝึกวิชานี้ทุกวันเวลาไปเรียนเพราะที่กรุงเทพ ถ้าอยากขึ้นรถเมล์ก็ต้องทำแบบนี้เหมือนกันแหละเธอทำหน้างงๆ เหมือนจะถามอะไรต่อแต่แล้วเธอก็หันไปคุยเรื่องอื่นกับแฟนผมแทน ผ่านมาอีกสองป้ายรถเมล์คันที่ผมโดยสารมีคนขึ้นมาอีกแน่นรถเมล์ที่นี่แม้จะมีป้ายบอกว่าขึ้นประตูหน้าลงประตูหลังชัดเจนแต่คนก็ขึ้นกันลงทั้งสองประตูเหมือนบ้านเรา

และแล้วในป้ายนี้ก็มีชายฉกรรจ์ประมาณสี่ห้าคนถอดเสื้อพาดบ่าเดินแทรกผู้คนเดินขึ้นรถมา(ตอนนี้ผมกับเพื่อนโดนแทรกจากตรงกลางมาอยู่บริเวณประตูหน้ารถ)โดยที่โดนผู้คนที่เค้าแทรกขึ้นด่าตามหลังมาไม่ขาดสาย ที่ยิ่งหนักว่านั้นคือพอชายฉกรรจ์กลุ่มนี้ขึ้นรถครบรถดันออกพอดีทำให้ผู้คนอีกหลายคนที่โดนพวกนี้แทรกขึ้นรถตกรถกันไปทันใด ยังไม่จบนะครับชายฉกรรจ์กลุ่มนี้พอเห็นสายตาที่ผู้คนบนรถมองด้วยความไม่พอใจก็เอะอะโวยวายเป็นภาษากวางตุ้งซึ่งผมถามแฟนผมแฟนผมก็ไม่ยอมแปลให้ได้แต่บอกว่าไม่ต้องไปสนใจคนพวกนี้หรอก หลังจากทำเสียเอะอะโวยวายได้สักพักรถเมล์ก็จอดที่ป้ายต่อมีเด็กขึ้นมาประตูด้านหลังใกล้กับกลุ่มชายฉกรรจ์ มีคนใจดีจะลุกให้เด็กนั่งแต่ชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นก็ไม่ยอมหลีกทางให้แล้วพูดเสียงดังทำมีประมาณว่าคนเยอะเอ็งจะแทรกไปได้ยังไงยืนตรงนี้แหละตอนนี้ผมเห็นคนในรถหลายคนเริ่มทำหน้าไม่พอใจกับชายฉกรรจ์กลุ่มนี้แล้วแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมาผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ด้วยความที่ผมไม่สู้คนเลยอยู่เฉยๆดีกว่าเผื่อว่าพวกพี่แกเป็นกังฟูขึ้นมามวยขี้หมาวัดแบบผมคงทำอะไรไม่ได้ผมระงับอารมณ์ด้วยการมองออกไปข้างนอกตอนนี้ถนนเริ่มกว้างขึ้นอีกนิดจากที่ป้ายที่ผมขึ้นเป็นสองเลนส์ตอนนี้เป็นสี่เลนส์เมียบอกว่าอีกป้ายนึงจะเป็นป้ายสำหรับเปลี่ยนรถถ้าไปไหนไม่ถูกให้มาป้ายนี้ป้ายนี้ชื่อว่าหรงฮัวเทียนฮงครับคุยกับเมียกับเพลินๆผมได้กลิ่นเหมือนกลิ่นบุหรี่ลอยมาแตะจมูกผมก็หันไปดูว่าใครคนไหนเสียมารยาทขนาดนี้กล้าสูบบุหรี่ในรถปอจริงๆแล้วแทบไม่ต้องคิดครับหันไปเจอผู้ชายสองคนในกลุ่มชายฉกรรจ์แหละครับพี่แกดูดบุหรี่กันหน้าตาเฉยทั้งๆที่พี่แกก็ยืนอยู่ใกล้ๆเด็ก ตอนนี้คนทั้งรถเริ่มส่งเสียงด่ากันแล้วแหละครับทั้งกวางตุ้งทั้งจีนกลางด่ากันระงมพอรถจอดป้ายหลงฮัว

คนก็ลงจากรถกันเกือบหมดรวมทั้งกลุ่มผมและเพื่อนๆด้วยถึงแม้ว่าจะจ่ายค่ารถไปจนถึงในเมืองแล้วเถอะแต่ก็ทนไม่ได้จริงๆ ส่วนชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นก็หาที่นั่งแล้วไปกับรถต่อ ป้ายหลงฮัวเป็นป้ายรถเมล์ที่ใหญ่มากครับมีกระดานบอกสายรถเมล์ทุกสายที่วิ่งผ่านว่ารถเมล์แต่ละสายผ่านที่ไหนบ้าง ตอนนี้ในใจผมนึกน้อยใจนิดๆเสิ่นเจิ้นใหญ่กว่ากรุงเทพเรามากนักแต่เค้าสามารถทำป้ายแสดงการจอดของรถเมล์หมดทุกสายได้แต่กรุงเทพทำไม่ได้ บ่นในใจยังไม่ทันเสร็จชุนลี่ก็หันมาเรียกเราว่ารถเมล์มาแล้วเวลาชุนลี่หันมานี่ผมจะชะงักทุกครั้งเลย(ให้ตายสิทำไมหน้าเหมือนกันขนาดนี้)รถเมล์สายที่เราจะนั่งคนไม่เยอะเท่าไหร่ครับยังมีที่นั่งเหลือแต่เราต้องนั่งแยกกันผมกับแฟนมานั่งด้านหลังสุดติดหน้าต่างส่วนเมียกับชุนลี่แยกกันไปนั่งกลางๆรถอีกทีแฟนบอกว่าตอนที่ผมยืนดูสายรถตะกี้ชุนลี่บอกว่าเด่วเราขึ้นรถสายนี้แล้วต้องไปเปลี่ยนสายอีกทีเพราะว่าถ้ารอรถที่มันต่อเดียวคงต้องรอนานผมแค่พยักหน้าให้แฟนผมแฟนผมบอกว่าเพลียขอนอนสักหน่อยเธอก็มาซบไหล่ผมแล้วหลับไป ผมนั่งติดหน้าต่างเลยมองออกไปเห็นบรรยากาศของเมืองจีนเต็มที่ยิ่งพอใกล้เขตเมืองความสกปรกความไม่เป็นระเบียบก็ค่อยๆหายไปตึกสูงๆมีมาให้เห็นเป็นระยะ สวนสารธารณะขนาดใหญ่ผ่านตาไปสองสามแห่งแต่ผมไม่เห็นคนเดินเลย นั่งรถต่อมาสักครึ่งชั่วโมงจากตึกสูงๆร้านค้าบริษัทที่เรียงรายก็กลายเป็นป่าไม้และข้างๆไหล่ทางกลายเป็นท่อส่งน้ำมันขนาดยักษ์ผมตื่นตาตื่นใจกับภาพที่เห็นมาก ไม่ทันได้หายตื่นเต้นรถก็จอดลงสถานที่นึงเป็นเหมือนด่านเก็บค่าทางด่วนที่เลิกใช้งานแล้วผมปลุกแฟนที่หลับอยู่ให้ตื่น “ถึงแล้ว”

ผมบอกแฟนที่กำลังงัวเงียตื่นขึ้นมาคนบนรถเริ่มทยอยลงจากรถเพื่อไปรอต่อรถคันอื่น เมียกับชุนลี่ลงไปรอด้านล่างแล้วเราเลยรีบลงไปสมทบตอนนี้ผมยืนอยู่ในสถานที่ใหญ่สุดอลังการเหมือนเป็นด่านเก็บค่าทางด่วนที่ใหญ่มากด้านๆข้างล้มรอบด้วยภูเขาตรงกันข้ามกับผมเป็นอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ ผมถามแฟนว่าที่นี่คืออะไรแฟนบอกว่าที่นี่เป็นด่านไว้ขออนุญาตเข้าเมืองในสมัยก่อนตอนที่แฟนผมเรียนที่เสิ่นเจิ้นถ้าจะเข้าตัวเมืองก็ต้องมาที่ด่านนี้เพื่อทำเอกสารขออนุญาตเข้าเมืองแต่ตอนนี้ไม่ต้องแล้วเพราะหลังจากเสิ่นเจิ้นเปิดอาคารสนามบินนานาชาติก็ได้ยกเลิกด่านนี้ไปแล้วทำให้ตอนนี้เวลาเดินทางเข้าเมืองก็สะดวกขึ้นมากแต่ในใจผมก็มีคำถามอีกขึ้นจนได้ “แล้วอีอาคารสำนักงานหลังนี้ใช้ทำอะไรหละ” แต่ผมก็ได้แต่เก็บคำถามนี้ไว้ในใจตลอดไปเพราะรถที่เรากำลังเข้าเมืองมาจอดเทียบแล้วเกิดจลาจลย่อมๆเพราะแย่งกันขึ้นรถอีกแล้วครับแต่คราวนี้พวกเราสี่คนได้ขึ้นไปนั่งก่อนเพราะตอนที่เราลงรถเราลงรถหลังคนอื่นทำให้ที่ยืนขึ้นรถเรายืนด้านหน้าพอดีเลยทำให้ได้นั่งก่อนผมก็แสดงความเป็นสุภาพบุรุษโดยการเข้าไปนั่งติดหน้าต่างเพื่อที่จะได้ลุกออกยากๆ(อิอิ) แต่ถึงกระนั้นถ้ามีเด็กหรือคนชราหรือคนมีครรภ์ผมยินดีเสียสละครับ) คนขึ้นครบรถตะบึ่งออกอย่างรวดเร็วกระเป๋ารถเมล์ก็เดินเก็บตั๋วทั้งคันจากถนนกว้างขนาดมหึมาตอนนี้รถวิ่งบนถนนที่ตัดผ่านช่องเขาเป็นถนนสี่เลนส์เหนือถนนสองข้างทางเป็นท่อน้ำมันขนาดใหญ่ที่พาดไปตามภูเขาถ้าเป็นบ้านเรามีพาดไว้แบบนี้มีหวังโดนประท้วงแหงๆ หลังจากไต่ขึ้นลงภูเขาได้สักพักรถเมล์ก็ค่อยๆนำเราออกจากภูเขาภาพตรงหน้าผมคือเมืองขนาดยักษ์ใหญ่กว่ากรุงเทพหลายเท่านักแม้จะเห็นไม่ถนัดเพราะต้นไม้บังแต่ก็พอดูออกว่าเมืองนี้ขนาดยักษ์จริงๆ เรานั่งรถต่อกันมาครึ่งชั่วโมงก็ถึงหน้าสนามกีฬาเสิ่นเจิ้นเราจะลงกันที่ป้ายนี้เพรา