วันออกเดินทาง

1 สิงหาคม 2552

ตื่นแต่เช้าครับ ทั้งผมแฟนและเพื่อนแฟนผมซึ่งเป็นคนจีนเหมือนกัน(ชื่อภาษาไทยว่าหิ่งห้อย) แฟนน่ะไม่เท่าไหร่แต่ผมเนี่ยสิตื่นเต้นเป็นการเดินทางครั้งแรกโดยใช้พาสปอร์ต(เด็กบ้านนอกจนๆก็แบบนี้แหละครับ)เพราะก่อนหน้านี้ไปแต่ด่านชายแดนใกล้ๆของประเทศเพื่อนบ้านที่เดินย้ายตูด

กรีดกรายไปเที่ยวได้ไม่ต้องใช้พาสปอร์ต หลักจากอาบน้ำอาบท่า กินข้าวเช้าเสร็จ เราก็ขนบรรดากระเป๋าทั้งสี่ใบออกไปด้านนอกหอพัก ซึ่งผมได้ขอให้น้าของผมมารับเนื่องจากจำนวนกระเป๋าที่เยอะและหนักเป็นอย่างยิ่ง

ก็แม่คุณแฟนสาวของผม เธอขนเสื้อผ้ากลับบ้านหมดเลย พวกเรารอน้าผมกันถึงสิบโมงกว่าๆน้าก็โทรมาบอกว่าขี้เกียจเลี้ยวเข้าซอยให้เราขนของมารอหน้าปากซอย ซึ่งซอยที่ผมอยู่นั้นมันเป็นซอยตันไม่ลึกนักแต่ก็ไกลเอาการสำหรับกระเป๋าหนักๆโชคดีที่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่สุดมีล้อเลื่อนเลยทำให้สบายหน่อย

แต่กระเป๋าใส่โน๊ตบุ๊คกับกระเป๋าใส่เสื้อผ้าของผมเนี่ยสิ หนักเอาการเพราะผมอัดหลายๆอย่างไว้ในนั้นแต่ก็ด้วยความเป็นผู้ชายของๆเราจะให้แฟนช่วยก็กะไรอยู่ผมเลยแสดงสปิริตหันหน้าไปทางหิ่งห้อยและบรรจงยื่นกระเป๋าเสื้อผ้าผมไปให้เธอสะพาย(แอบเลว) พอเดินถึงหน้าปากซอยน้าก็มาจอดรถพอดี

พอขนของขึ้นรถเสร็จแล้วเราก็บอกน้าว่าให้ไปส่งที่สนามบินสุวรรณภูมิเลยเราจะเอาของไปฝากไว้ก่อนแล้วเราจะกลับเข้ามาในตัวเมืองกรุงเทพฯ แต่น้าบอกว่าอย่าเลยเปลืองตังให้ไปนั่งเล่นที่บ้านน้าก่อนแล้วค่อยไปสนามบินสักตอนบ่ายสี่โมง เราสามคนก็ตกลงไปถึงบ้านน้าเราก็ได้รับการต้อนรับกับเด็กน้อยอายุสี่ขวบสุดแสบประจำบ้าน“น้องต้น”สรุปวันนี้เวลาของเราส่วนใหญ่หมดไปกับการเล่นกับไอ้ตัวแสบพอใกล้จะสี่โมงน้าก็เรียกพวกเราขึ้นรถแต่คราวนี้น้องต้นตัวแสบตามไปด้วยบอกว่าจะไปเมืองจีนด้วย

ระหว่างทางนั่งรถไปสนามบินผมก็ชวนน้องต้นคุยนั้นคุยนี่เพื่อหลอกล่อไม่ให้เค้าตามผม เพราะตอนนี้น้องต้นออกอาการจะตามผมไปเมืองจีนให้ได้ พอเข้าเขตสุวรรณภูมิน้องต้นก็ยังไม่ลดละในการจะตามผม ผมเลยงัดไม้ตายสุดท้ายออกมา ผมหยิบเหรียญสิบใส่มือน้องต้นแล้วบอกไปว่า “ต้นตอนนี้ต้นยังไปไม่ได้ เพราะต้นยังไม่มีเครื่องบินเป็นของตัวเอง

ถ้าต้นอยากไปกับพี่ต้นเอาเงินสิบบาทที่พี่ให้ไปซื้อเครื่องบินมาก่อนถ้าต้นมีเครื่องบินเป็นของตัวเองเมื่อไหร่ต้นก็ไปกับพี่ได้”  ต้นนั่งนิ่งเลยครับ พอรถจอดปุ๊ปพวกผมก็ลง ต้นทำท่าจะลง ผมก็บอกต้นว่าให้ไปซื้อเครื่องบินกับพ่อเค้าก่อน(น้าผม) ต้นเลยไม่ตามแต่สีหน้าเค้าเศร้ามาก จากสายตาตอนนั้นผมอยากจะพาเค้ามาแล้วบินไปด้วยเลยแต่ก็คงจะทำไม่ได้ น้าจอดให้พวกผมขนของลงแป๊บนึงเพราะน้าจะกลับบ้านเลยไม่รอส่งเรา พอรถค่อยๆเคลื่อนออกไป ผมเริ่มน้ำตาซึมสงสารต้นแต่ก็ทำยังไงได้ล่ะครับยังเด็กอยู่เลย

แต่ถึงกระนั้นผมก็ให้ทุนเริ่มซื้อเครื่องบินเค้าไปแล้ว ใครจะไปรู้โตขึ้นเค้าอาจจะเป็นเจ้าของสายการบินมีเครื่องบินเป็นของตัวเองก็เป็นได้

สี่โมงครึ่งเราสามคนถึงสุวรรณภูมิ แต่เครื่องขึ้นสองทุ่มและเคาน์เตอร์จะเปิดให้เราโหลดของตอนหกโมงเราก็นั่งรอเดินเล่นถ่ายรูปในสนามบินกันพลางๆสามคน พอห้าโมงกว่าๆหิ่งห้อยก็ขอตัวกลับเราก็ล่ำลากันเรียบร้อยขอบคุณหิ่งห้อยที่มาช่วยเราขนของและมาส่ง “ที่นี้ก็เหลือแค่เราสองคนแล้ว”ผมพูดกับแฟน

แฟนผมก็บอกผมว่าไม่ต้องกลัวหรอกทรายจะไม่ทิ้งพี่ ตอนนั้นในใจผมมันพูดว่า “มันสลับบทพูดกันนะเนี่ย” เวลาผ่านไปหกโมงตรงสาวเสื้อแดงหน้าตาจิ้มลิ้มก็เปิดโอกาสให้เราไปทักทาย “สวัสดีค่ะขอตั๋วเครื่องบินกับพาสปอร์ตด้วยค่ะ” หลังจากคีย์ข้อมูลและสอบถามอะไรเรานิดหน่อยสาวเสื้อแดงก็ให้พวกเรายกกระเป๋าไปช่างน้ำหนักสาวเสื้อแดงใจดีให้น้ำหนักเรากระเป๋าของเราสองคนรวมกันได้พอยกกระเป๋าสองใบวางเสร็จแล้วสาวเสื้อแดงหันมายิ้มและพูดด้วยน้ำเสียงอันไพเราะกับผมว่า “น้ำหนักเกินคะ” สิ้นประโยคผมเคลิ้มไปสองสามวิ

แล้วก็ตื่นจากภวังค์ “ชิบ….” คำพูดแรกหลังจากตั้งสติได้ ผมเลยถามสาวเสื้อแดงกลับไปว่าน้ำหนักเกินไปเยอะไหม ปรากฏว่าเกินไปสิบสองกิโล ผมคุยไปคุยมาและเอาของออกย้ายมาถือขึ้นเครื่องแต่นั่นก็ไม่พอ ทำให้เราต้องจ่ายเพิ่มไปสองพันสามร้อยบาท โหลดกระเป๋าเสร็จสรรพเดินออกจากเคาน์เตอร์เช็คอิน แม่คุณของผมบ่นใหญ่เลยผมก็ได้แต่ยิ้มๆแต่ในใจอยากจะถามว่าเจ๊จะบ่นทำไมค่าน้ำหนักเกินผมจ่ายค้าบ

 

Second  Part 2

                เวลาทุ่มครึ่งตามเวลาราชอาณาจักรสยาม ณ สนามบินสุวรรณภูมิชายหนุ่มผิวคล้ำตัวสูงหลังค่อมกำลังยืนดูเวลาขาออกของเครื่องบินด้วยใจที่ถอดถอน “Bkk-Shz : Delay”  ตัวอักษรเพียงไม่กี่คำทำให้หัวใจของผมห่อเหี่ยวลงภายในพริบตา “แค่เริ่มต้นก็เป็นแบบนี้ซะแล้ว” ผมบ่นพึมพำในใจ

สิบนาทีต่อมาผมเดินกลับมาอีกครั้ง และก็พบว่าเวลาเครื่องบินออกได้ขึ้นมาแล้ว 20.20 เวลาสำหรับเที่ยวบินนอกประเทศครั้งแรกของผม หลังจากดูเวลาดีแล้วผมก็รีบพาแฟนสาวเข้าไปตรวจพาสปอร์ตและเขียนใบขาออก พอมาถึงช่อง Gate เจ้าหน้าที่สายการบินก็มารอแล้วพอผู้โดยสารมากันเยอะเจ้าหน้าที่เลยประกาศให้กลุ่มพวกผมซึ่งได้สำรองที่นั่งไว้แล้วให้ขึ้นเครื่องก่อน

แต่ผมก็ขึ้นเครื่องพร้อมกับผู้โดยสารที่ไม่ได้จองที่อยู่ดีครับเพราะว่าผมปวดห้องน้ำขึ้นมาตอนจะยื่นตั๋วให้เจ้าหน้าที่ตรวจ จัดการตัวเองเสร็จสรรพผมพาตัวเองและแฟนมานั่งบนที่นั่งบนเครื่องได้สักที ผมนั่งติดหน้าต่างนอกหน้าต่างตอนนี้สนามบินของเรามีเครื่องบินวิ่งไปมามากมายแสงสว่างจากที่ต่างๆของสนามบิน

มันชวนให้ผมรู้สึกถึงคำว่าจากลามันเป็นเช่นนี้นี่เองหากคุณเป็นคนที่ขึ้นเครื่องบินบ่อยคุณคงจะชินกับสภาพแบบนี้แต่เด็กบ้านนอกที่ไปต่างประเทศครั้งแรกแบบผมแสงสีเหลืองนวลๆ

และไฟสีต่างๆบนหลังคาสุวรรณภูมิในตอนนี้มันพาให้ความรู้สึกในใจนึกถึงการจากลาจริงๆ “คนที่เค้าไปเมืองนอก ไม่ว่าจะไปเรียนหรือไปเริ่มต้นชีวิตใหม่เค้าคงรู้สึกแบบนี้สินะ” ผมคิดในใจ 20.22 เครื่องบินทะยานขึ้นผมหันไปมองหน้าแฟน เธอยิ้มให้ผมอย่างมีความสุข ชีวิตสองอาทิตย์หลังจากนี้เธอคือที่พึ่งเดียวของผม…..

 

 

ติดตามตอนต่อไปนะค้าบ

edit @ 21 Mar 2012 15:39:43 by Kululus Labo

Comment

Comment:

Tweet

10บาทซื้อเครื่องบินเนี่ยนะ! อย่างน้อยก็ซื้อขนมได้2ห่อล่ะนะ ฮา

#2 By Patty Hayden (58.9.164.3) on 2012-03-21 14:04

เขียนได้สนุกนะ ตามอ่านตอนแรกด้วยละ

open-mounthed smile Hot!

#1 By ปิยะ99 on 2012-03-20 19:33

Categories