5ทุ่มครึ่งสนามบินส่วนนานาชาติสนามบินเสิ่นเจิ้นเครื่องบินลำสีแดงจากเมืองบางกอกลงจอดภายในเครื่องบินผู้โดยสารมากมายกำลังง่วนอยู่กับการหยิบกระเป๋าโดยส่วนใหญ่ผู้โดยสารคอชาวจีนที่เดินทางไปเที่ยวหรือทำธุรกิจที่เมืองบางกอก

แต่หนึ่งในผู้โดยสารนั้นมีหนุ่มบ้านนอกจากปักษ์ใต้แห่งสยามประเทศรวมอยู่ด้วยหนุ่มจากปักษ์ใต้คนนั้นคือผมนั้นเอง หลังจากรอให้ผู้โดยสารเริ่มลงกันหมดผมกับแฟนเลยหยิบสัมภาระลงเป็นคู่สุดท้าย ระหว่างที่นั่งอยู่บนเครื่องผมนั่งมองด้านล่างเต็มไปด้วยบ้านเมืองแสงไฟในยามค่ำคืน

ในใจก็รู้สึกทึ่งและภูมิใจในตัวเองอยู่ไม่น้อยที่หนุ่มบ้านนอกคนหนึ่งที่ยังเรียนไม่จบจะมาได้ขนาดนี้ แต่อีกใจหนึ่งผมก็กลัวกลัวว่าจะเข้าประเทศไม่ได้บ้างหละกลัวว่าจะโดนแฟนทิ้งบ้างหละต่างๆนาๆประดังเข้ามาในใจผม แต่แล้วแฟนสาวของผมเค้าจับมือผมและบอกว่า “ดีใจจังเลยที่พี่มาด้วยทรายรับปากคุณตาพี่แล้ว ทรายจะดูแลพี่ให้ดีที่สุด” หลังจบประโยคผมไม่กังวลอะไรอีกเลยแต่ก็ไม่วายมีความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว

“ตอนลงเครื่องตรูจะเอาเท้าไหนลงก่อนดี” หลังจากคิดไปคิดมาหลายตลบผมเลยนึกถึงเท้าซ้ายซึ่งเป็นเท้าที่ผมไม่ถนัดและเหมือนจะสำคัญน้อยกว่าเท้าขวาผมเลยอยากจะให้เกรียติเท้าซ้ายขึ้นมาซักหน่อย หลังจากเครื่องลงพวกผมลงเป็นคู่สุดท้ายผมให้แฟนลงไปก่อนเพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึกในการก้าวเท้าอันสำคัญของผม แชะๆๆๆ เสียงชัตเตอร์ดังขึ้น

และผมก็ลงไปดูรูปจนพอใจผมเลยขอกล้องจากแฟนจะมาถ่ายเครื่องบิน เจ้าหน้าที่สนามบินรีบวิ่งมาบอกเป็นภาษากวางตุ้ง(เนื่องจากกวางตุ้งอยู่ในจังหวัดกวางตุ้ง)กับผม “ห้ามถ่าย” แฟนผมเลยขอโทษขอโพยไปส่วนผมก็บอกขอโทษเป็นภาษาไทยไปว่า “ขอโทษนะไอขี้งก”แล้วฉีกยิ้มให้แบบชาวสยาม

มันก็ยิ้มกลับแล้วพยักหน้าหารู้ไม่ตรูด่าเอ็งฮ่าๆๆๆ พอเดินเข้าอาคารก็เจอกับแถวผู้โดยสารรอตรวจคนเข้าเมืองเอาหละเว้ยด่านสำคัญใจเต้นโครมครามเลยครับเค้าจะถามอะไรบ้าง จะถามยาวไหมแถมผมเคยอ่านเจอในเน็ตด้วยว่าตม.เสิ่นเจิ้นเนี่ยเข้มงวดมาก ไม่รู้ว่าเค้าจะถามอะไรผมบ้างถ้าเค้าถามภาษาอังกฤษก็ไม่เท่าไหร่ครับแต่ถ้าถามกวางตุ้งหรือจีนกลางผมคงต้องเพิ่งแฟนผม

แต่ยังไม่ทันได้อุ่นใจเจ้าหน้าที่คนหนึ่งมาดึงมือแฟนผมให้ไปอยู่ในแถวอีกช่องนึง (ซวยแล้วตรู)ผมนึกในใจ หลังจากดึงแฟนผมไปอีกช่องเจ้าหน้าที่คนเดิมเดินกลับมาหาผมและทำท่าขอพาสปอร์ตผม ตอนนั้นใจผมตกไปอยู่ที่ขี้เล็บตรงนิ้วก้อยด้านซ้ายเจ้าหน้าที่เอาพาสปอร์ตอตผมไปเปิดดูหลายๆหน้าสักพักเจ้าหน้าที่ก็ดึงมือผมไป

ผมตกใจเลยจะเรียกแฟนแต่ไม่ทันเรียกร่างของผมก็โดนดึงมาถึงเคาร์เตอร์สเตนเลสและเจ้าหน้าที่ก็เอากระดาษมาผมแผ่นหนึ่งมันคือใบคำขอเข้าเมือง  ซึ่งจริงๆแล้วผมก็ได้เขียนบนเครื่องบินแล้วผมเลยงง เจ้าหน้าที่เค้าเลยพูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงจีนจับใจความได้ว่าผมเขียนผิดให้เขียนใหม่หลังจากเค้าพูดเสร็จเค้าคงเห็นผมหน้าซีดเลยยิ้มออกมา (โหยพี่ยิ้มแต่ทีแรกก็หมดเรื่อง) เมื่อเขียนเสร็จเจ้าหน้าที่คนเดิมก็พาผมลัดคิวไปช่องตรวจที่ว่างซึ่งอยู่ด้านข้างที่แฟนผมกำลังตรวจอยู่ผมเองก็แปลกใจทำไมแฟนผมตรวจนานจังเลย

ผมเห็นแฟนผมโดนเจ้าหน้าที่ซักเยอะมากผมเองก็เริ่มใจแป้วอีกแล้ว ผมมัวแต่มองแฟนจนเจ้าหน้าที่ ที่ยืนอยู่ข้างๆสะกิดผมรู้สึกตัวก็ยื่นพาสปอร์ต ไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจเจ้าหน้าที่ตม เปิดพาสปอร์ตดูแล้วเอาพาสปอร์ตไปรูดๆ เปิดๆ แสตมป์ จากนั้นก็กวักมือผมไปถ่ายรูปหลังจากถ่ายเสร็จก็ชี้ไปที่ทางออกแล้วยื่นพาสปอร์ตด้วยมือข้างหนึ่งส่วนมืออีกข้างคุณเธอหาว(ผมลืมบอกตม.ที่ตรวจผมเป็นผู้หญิงน่ารักซะด้วย) ยืนงงๆสักพักเพราะไม่คิดว่าการเข้าประเทศบรรพบุรุษจะง่ายขนาดนี้ผมก็เดินออกมายืนรอแฟนซึ่งก็ยังไม่เสร็จยืนรอต่อสักห้านาทีแฟนผมก็ออกมาทำหน้ามุ่ยๆ

ผมเลยถามว่าทำไมนานจังแฟนเล่าให้ฟังคร่าวๆว่าเจ้าหน้าที่เค้าซักว่าไปทำอะไรเมืองไทยทำไมไปนานจัง หลังจากสักถามเสร็จเราสองคนก็เดินไปรอกระเป๋ากันพอได้กระเป๋าเราต้องเอากระเป๋าเข้าเครื่องสแกนกันอีกรอบเนื่องจากกระเป๋าของแฟนผมหนักและหลายใบเลยต้องใช้เวลายกเสร็จเราก็รีบวิ่งเอารถเข็นไปรอรับ คุณรู้ไหมครับเจ้าที่ที่นั่งดูจอเครื่องสแกนกระเป๋ายืนโม้กันอยู่ครับไม่ได้มองเลยสักนิด “แล้วพี่จะให้ผมสแกนทำไม”รับกระเป๋าและจัดระเบียบกันใหม่อีกรอบเราก็เข็นรถเข็นออกมาด้านนอกตอนนี้เกือบเทียงคืนแล้ว

ในการเดินทางมาครั้งนี้เรามีคนมารับครับ แต่เราต้องหาเค้าให้เจอก่อนคนที่มารับคือเพื่อนสนิทแฟนผมสมัยที่แฟนผมเรียนอยู่ที่เสิ่นเจิ้นชื่อว่า “จิ้ง” แต่แฟนผมจะเรียกเค้าว่า “เมีย” เพราะตอนที่เรียนอยู่เค้าสองคนสนิทกันเลยให้แฟนผมเป็นสามีส่วนจิ้งเป็น ภรรยาและเพื่อนอีกสองคนเป็นลูก เรายืนรอพักใหญ่เมียก็ไม่มาสักทีในระหว่างนั้นผมเลยไปเข้าห้องน้ำครับ

เอาหละครับห้องน้ำจีนมันจะยังไงวะจะสมคำเล่าลือหรือไม่กลั้นใจเดินเข้าห้องครับแต่ภาพที่เห็นกลับสะอาดเอี่ยมอ่องแม้จะมีกลิ่นนิดๆแต่ก็โอเคครับ โถฉี่เยอะกว่าสนามบินประเทศสยามซะอีก ออกจากห้องน้ำมาแฟนผมก็ยังนั่งรอเพื่อนอยู่ผมเลยเสนอความคิดให้แฟนไปขอยืมโทรศัพท์เจ้าหน้าที่สนามบินมาโทรหาเพื่อนแฟนผมก็ไปยืมเจ้าหน้าที่สนามบินน่ารักมากครับให้ยืมโดยไม่ได้รังเกียจคุยไปคุยมาปรากฏว่า เมียดันไปรอฝั่งสนามบินภายในประเทศเราเลยต้องรออีกสักพักเมียถึงเดินมา

จิ้งหรือเมียตัวจริงสวยและผอมกว่าในรูปมากครับเราก็ทักทายกันนอกจากเมียแล้วยังมีเพื่อนอีกสามคนที่มารับนั้นคือหยางเกอ,เฟย เฟย,และเพื่อนของหยางเกอซึ่งผมจำชื่อไม่ได้จริงๆผมขอเรียกว่าเจ้าแล้วกันนะครับ

พอแฟนผมเจอเมียก็กอดกันกลมเชียวครับเพราะทั้งสองคนไม่ได้เจอกันสองสามปีเลยทีเดียว พอทักทายกันพอประมาณเจ้าก็ไปเอารถต้องขอบคุณเจ้ามากๆเลยนะครับยอมเสียเวลาแถมเสียค่าน้ำมันขับรถมารับคนที่ไม่รู้จักกันดึกๆดื่นๆ หลังจากเจ้าเอารถมาจอดรอรับเราก็ช่วยกันขนสัมภาระกันขึ้นรถ

พอจัดของเสร็จทุกอย่างเจ้าก็ขับรถพาเราตะบึ่งไปอย่างรวดเร็วจุดหมายปลายทางของเราคือ อำเภอ กมหมิงเนื่องจากตัวเมืองเสิ่นเจิ่นมันอยู่ไกลจากสนามบินค่อนข้างมากเพื่อนๆเลยตกลงว่าจะพาเราไปนอนโรงแรมใน กมหมิงก่อน นั่งรถมาได้สักครึ่งชั่วโมงเจ้าก็พาเรามาหยุดตรงหน้าบ้านเฟยเฟยเพื่อที่จะเอากระเป๋าฝากไว้ที่บ้านเฟยเฟยก่อนเพราะว่าเจ้ากับหยางเกอต้องกลับบ้านฝากกระเป๋าเสร็จสรรพพวกเราก็พากันไปนั่งร้านอาหารริมทางร้านหนึ่งเพื่อนๆสั่งอาหารกันมาเยอะแยะเลยครับแต่ที่อร่อยที่สุดก็เห็นจะเป็นมาม่าผัดจริงๆแล้วไม่ใช่เส้นมาม่าหรอกนะครับเป็นเส้นบะหมีที่ลักษณะคล้ายมาม่าแล้วที่เหลือก็เป็นแกงต้มกระดูกหมูแล้วก็พวกผัดอีกสองสามอย่างซึ่งผมไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร หลังจากทานเสร็จดูทุกคนเหนื่อยและอ่อนแรงเนื่องจากพอทานเสร็จก็ประมาณตีสองกว่าๆแล้วพวกเราจึงล่ำลาหยางเกอและเจ้า

ส่วนเมียและเฟยๆพาเราเดินหาโรงแรมระหว่างทางเดินไปสองข้างทางของกมหมิงสภาพเหมือนเมืองไทยเมื่อหลายสิบปีก่อนครับเต็มไปด้วยขยะและถุงพลาสติกที่มันเป็นแบบนี้ก็เพราะว่าเสิ่นเจิ้นเป็นเมืองอุตสาหกรรมและเป็นเมืองใหญ่คนเลยมาจากที่ต่างๆทั่วประเทศเพื่อทำงานและเรียนกันที่นี่ต่างคนต่างพ่อต่างแม่ และเมืองจีนก็มีประชากรมากล้นอยู่แล้วเลยทำให้มีคนที่ไม่มีวินัยมากหน่อยก็เลยทิ้งขยะกันเหลื่อนกลาด พอเดินไปได้สักพักเมียกับเฟยเฟยก็เดินเข้าไปถามโรงแรมหนึ่งดูเป็นโรงแรมบวกคาราโอเกะยังไงชอบกล

เพราะว่าป้ายที่ติดหน้าโรงแรมมันเหมือนป้ายร้านคาราโอเกะบ้านเรามากด้านหน้าโรงแรมก็มีร้านขายอาหารข้างทางเหมือนบ้านเราก็มีคนนั่งกินอยู่สักสิบกว่าคนนี่ขนาดตีสองกว่าแล้วคนก็ยังเยอะอยู่เลย เรายืนรอสักห้านาทีเมียกับเฟยเฟยก็เดินออกมาแล้วก็บอกว่าโรงแรมมันแพงเกินไปผมก็ได้แต่ทำหน้างงๆไอโรงแรมที่ดูเหมือนคาราโอเกะเนี่ยนะแพงแต่ผมเองก็ไม่กล้าถามราคาเพราะว่าเกรงใจเค้าทั้งสองคน จากนั้นเมียและเฟยๆก็พาเราเข้าซอยเล็กๆ เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา

จนมาหยุดหน้าตึกๆหนึ่งมันดูเหมือนเป็น อพาตเมนท์เก่าๆเราทั้งสี่คนเข้าไปเมียและเฟยๆก็เข้าไปถามว่ามีห้องว่างไหมและราคาเท่าไหร่พอคุยเสร็จคนดูแลเค้าก็พาเราขึ้นไปประมาณสี่ชั้นแต่ละชั้นที่เราขึ้นไปคนที่อาศัยในชั้นนั้นๆที่ยังไม่นอนก็พากันออกมาดูเราสี่คนเหมือนเราเป็นตัวอะไรสักอย่างเลย ผมตอนนั้นในใจงงมากมึนกับสิ่งที่ได้เจอผู้ดูแลพาเรามาหยุดที่ห้องๆหนึ่งประตูมันดูเก่าๆหม่นๆชอบกล พอเปิดประตูเข้าไปโอ้วแม่เจ้า ห้องเก่าและสกปรกมาก แต่ผู้ดูแลพยายามนำเสนอเต็มที่บอกว่าเป็นห้องที่ดีที่สุดโหยดีที่สุดของพี่แล้วเนี่ยนะ ยังไม่พอครับเจ๊ผู้ดูแลยังนำเสนอต่อด้วยการเปิดแอร์ให้เราดูพอเปิดสวิสปั๊ปฝุ่นครับพี่น้องฝุ่นพุ่งออกมาจากแอร์เข้าเต็มๆหัวผมทันทีเลย โหยยพี่ไม่ได้เปิดใช้มานานเท่าไหร่แล้วเนี่ย ไม่ต้องรอให้ถามว่าเราจะพักที่นี่หรึเปล่าเราสี่คนพร้อมใจกันเดินออกจากห้องแล้วเดินออกจากอพาตเมนท์โดยที่ไม่ต้องพูดกันสักคำเลยเราเดินกันจนมาถึงถนนใหญ่ ที่นี่มีรถมอเตอร์ไซต์พ่วงรับจ้างเยอะมากรวมถึงรถยนต์ที่กลางคืนจะออกรับลูกค้าโดยค่าโดยสารสามารถต่อรองราคากับคนขับได้ พอบรรดารถต่างๆเห็นเราสี่คนก็พากันบีบแตรใหญ่เลยตอนแรกผมก็นึกว่าพวกรถมอเตอร์ไซต์ค้าบีบแซวบรรดาสาวๆที่ยืนอยู่ข้างผมแต่ตอนหลังเริ่มเอะใจเพราะว่ารถผ่านมาทุกคันบีบแตรทุกคันแถมบางคันยังจอดรอเรายืนข้างถนนกัน เมียกับเฟยๆคุยกันเรื่องโรงแรมว่าจะไปโรงแรมไหนดีสักพักก็ตกลงใจได้ว่าจะไปโรงแรมที่อยู่ถนนถัดไปแต่มันต้องนั่งรถไปเราเลยข้ามถนนไปเพื่อจะเรียกรถแต่ข้ามถนนไปได้ครึ่งหนึ่งเท่านั้นบรรดารถต่างๆก็เข้ามาล้อมเราเป็นวงกลมบีบแตรเสียงดังทุกคันเพื่อให้เราขึ้นรถเค้าคุณลองจินตนาการภาพตามนะครับรถมอเตอร์ไซต์ต่อพ่วง รถมอเตอร์ไซต์ล้อมคุณอยู่สิบกว่าคันแล้วพร้อมใจกันบีบแตร

จังหวะนั้นผมทำอะไรไม่ถูกเลยกับเหตุการณ์ตรงหน้าจะไปทางไหนก็ไม่ได้มีแต่รถล้อมเป็นวงกลมความคิดในหัวสับสนไป

ผมพยายามตั้งสติและคว้าข้อมือแฟนกะว่าจะหาช่องว่าแล้วพาแฟนวิ่งเลย ในช่วงเวลานั้นเองเมียก็ตวาดออกมาเสียงดังเป็นภาษากวางตุ้งและมือเธอก็ปัดไล่รถไปรอบตัวตอนนี้เธอในสายตาเธอเหมือนเฮอร์ไมโอนี่ในเรื่องแฮรี่ พอตเตอร์พอเธอตวาดและทำหน้าดุบรรดารถที่ล้อมเราไว้ก็พากันสลายตัวไปอย่างรวดเร็วผมเองอึ้งกับเหตุการณ์ที่เห็นตรงหน้ามากพอตั้งสติได้ละอายใจตัวเองมากเป็นผู้ชายแท้ๆแต่ทำอะไรไม่ได้เลยพอรถไปหมดเมียแทนที่จะดูตื่นๆแต่เค้าทำเหมือนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปกติผมเลยให้แฟนลองถามว่าเหตุการณ์แบบนี้เมียเค้าเคยเจอหรอ ถามไปมาเมียเค้าบอกว่าเคยเจอยิ่งกว่านี้อีกผมก็ได้แต่อึ้งในคำตอบหนักว่านี้คือยังไงหละเนี่ย 

ตั้งสติกันสักพักเมียก็เรียกรถมอเตอร์ไซต์พ่วงมาคันนึงคนขับดูจะเอ๋อๆหน่อยเมียบอกสถานที่ที่จะไปคนขับบอกราคามาว่ายี่สิบหยวน(ประมาณ100บาท) เมียก็ตวาดใส่เค้าเสียดังบอกว่าไปแค่นี้ทำไมตั้งยี่สิบหยวน คนขับเวลาอยู่ต่อหน้าเมียนี่เหมือนนักโทษอยู่ในมือผู้คุมเลยเมียผู้จาด้วยน้ำเสียงขู่เชิงตวาดต่อราคาไปมาก็ได้ในราคาเจ็ดหยวน (35 บาท) ที่เป็นเจ็ดหยวนเพราะผมเห็นว่าเมียทำท่าจะต่ออีกผมเลยบอกว่าพอแล้วสงสารเค้าดูท่าทางเค้าเอ๋อๆ เมียหันมาค้อนผมด้วยสายตาดุแต่ปากเธอดันยิ้มให้แล้วก็บอกว่าโอเคๆ (งงเลยครับกับผู้หญิงคนนี้) พอขึ้นรถเมียก็บอกว่าต่อได้เยอะกว่านี้อีกนะทำไมถึงไม่ให้ต่อผมก็บอกว่าสงสารเค้าเมียก็บอกประมาณว่าสงสารทำไมไปแค่นี้เค้าเอาเปรียบเราจะตาย(โหประเทศเราอยู่ใกล้กันแค่นี่แต่ความคิดคนละโลกเลยครับ)

นั่งรถมาด้สักห้านาทีจากที่เรียกดูจากระยะทางประมาณสามกิโลได้ ซึ่งผมคิดว่าราคาเจ็ดหยวนเค้าจะคุมค่าน้ำมันไหมเนี่ยสี่คนกับระยะทางประมาณสามกิโลถ้าเป็นในกรุงเทพรถตุ๊กๆนั่งสี่คนแบบนี้คงต้องห้าหกสิบบาทแน่ๆ พอลงรถเราก็เจอกับโรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่งแต่ดูดีกว่าอพาตเมนท์ตะกี้เป็นไหนๆ เดินเข้าไปพนักงานก็บอกรายละเอียดและราคาเราได้พักในราคา50หยวน(250บาท) เสร็จแล้วเค้าก็ให้กุญแจห้องเรามาเปิดห้องเองเลยตอนแรกในใจผมคิดว่าคงเป็นห้องที่เก่าๆตามไสต์จีนหรือคงสู้โรงแรมเล็กๆในบ้านเราไมได้แน่ๆ แต่พอเปิดห้องเค้าไปปรากฎว่าห้องดีมากสภาพดีมากเทียบได้กับโรงแรมสามดาวบ้านเราเลยครับห้องน้ำก็ตกแต่งอย่างหรูเลยครับเฟยๆบอกว่าเค้ามาโรงแรมนี้กับแฟนเค้าบ่อยๆเลยสนิทกับพนักงาน (ได้ยินปุ๊ปผมก็อึ้งนิดๆแม่คุณบอกไม่อายเลยนะ) แล้วเรามาถึงประมาณตีสามกว่าเค้าเลยให้ราคาพิเศษเฟยๆกับเมียก็ช่วยเราดูความเรียบร้อยต่างๆเฟยๆก็นั่งโม้กับแฟนผมเมียบอกว่าเธอร้อนขออาบน้ำเธอส่วนตัวผมเองก็นั่งตรวจดูของในกระเป๋า

หลังจากเมียอาบน้ำเสร็จเธอก็กลับไปนอนบ้านเฟยๆทั้งๆที่ผมบอกให้เธอทั้งสองคนนอนกับเราก็ได้แต่พวกเธอก็กลับไปผมก็ให้แฟนไปอาบน้ำก่อนผมอาบทีหลังอาบน้ำเสร็จเราสองคนหลับเป็นตายจนถึงเช้าเลยครับ “นี่แค่คืนแรกก็เล่นตรูซะหมดแรง” ความคิดสุดท้ายของผมก่อนจะม่อยหลับ(ปล.คืนนั้นผมฝันว่าเครื่องบินแปลงร่างเป็นหุ่นได้)

ขอบคุณทุกคนที่เข้มาอ่านนะครับยังรบกวนคอมเม้นเป็นกำลังใจให้ผมด้วยเน้อ Cool
ติดตามตอนต่อไปนะค้าบ

edit @ 21 Mar 2012 15:40:39 by Kululus Labo

Comment

Comment:

Tweet

confused smile sad smile big smile .........

#3 By pam (103.7.57.18|113.53.53.44) on 2012-06-09 18:13

confused smile sad smile big smile .........

#2 By pam (103.7.57.18|113.53.53.44) on 2012-06-09 18:13

เป็นประสบการณ์ที่ดีอ่ะพี่ ^^

#1 By loadwarder (118.173.138.104) on 2012-03-21 14:01

Categories